สตรีทแฟชั่นจุดเริ่มต้นมาจากไหนกัน

คำว่า Street Fashion นั้นเป็นหนึ่งในรูปแบบของแฟชั่นแบบหนึ่งที่เรามักจะได้ยินผ่าน ๆ กันมาบ้างแล้วนะคะ โดยจุดกำเนิดเริ่มแรกว่ากันว่าเริ่มต้นมาจาก ลอนดอนเมืองหลวงที่เก่าแก่สวยงามของประเทศอังกฤษนั่นเอง ซึ่งถ้าพูดถึงที่นี่แล้วละก็ สายแฟชั่นแทบจะทุกคนต่างก็ใฝ่ฝันอยากไปเยี่ยมเยือนสักครั้งในชีวิต โดยเมืองลอนดอนถือเป็นเมืองที่ก่อกำเนิด แนวแฟชั่นที่โดดเด่นมากมายกว่าที่อื่นๆใดในโลก และยังเป็นต้นกำเนิดบัญญัติศัพท์สตรีทแฟชั่นอีกด้วย จะเป็นยังไงนั้นไปติดตามกันเลยค่ะ

เนื่องจากโครงสร้างของประเทศอังกฤษนั้น สามารถแบ่งชั้นของประชากรได้ด้วยระบบภาษี จึงทำให้สามารถแยกแยะชนชั้นสูง กลาง ต่ำออกจากกันได้ง่าย ซึ่งคนชนชั้นกลางถือเป็นประชากรหลักของประเทศ ส่วนชนชั่นล่างมีน้อยโดยเฉพาะกับชนชั้นสูงซึ่งมีน้อยมาก จึงทำให้เมืองต่างๆ ใช้วิถีชีวิตที่ไม่ค่อยแตกต่างกันมากนัก

ผลที่ตามมาก็คือ เมื่อคนชั้นสูงมีน้อย ก็ทำให้วิถีชีวิตแฟชั่นแบบคนชั้นขุนนาง ไม่ได้เป็นแบบแผนให้คนทั่วประเทศปฎิบัติตาม เหมือนกับชาวฝรั่งเศส บทบาทการแสดงออกทางแฟชั่นส่วนใหญ่จึงไปตกอยู่ที่ชนชั้นกลางโดยส่วนใหญ่ และเหมือนเป็นตัวแทนภาพลักษณ์ของชาวอังกฤษในเรื่องรสนิยมด้านแฟชั่น ประกอบกับนโยบายผลิตประชากร ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้เกิดปรากฎการณ์ baby boom เกิดหนุ่มสาววัยรุ่นยุค 60’s มากมายที่ไม่มีกำลังซื้อแฟชั่นหรูหรา ซึ่งช่วงนั้นจะได้รับอิทธิพลจาก Haute Couture ของฝรั่งเศส ซึ่งเน้นการแต่งกายที่ดูหรูหรา ราคาแพงมาก

ทำให้วัยรุ่นยุคเบบี้บูมรู้สึกไม่ต้องการแฟชั่นชั้นสูงเหล่านั้น ซึ่งนอกจากจะแพงลิบแล้ว พอใส่แล้วทำให้ดูมีอายุขึ้นทันตา จึงทำให้วัยรุ่นในยุคนั้นเห็นตรงไปในทิศทางเดียวกันว่าไม่ต้องการแฟชั่นหรูหราแบบที่ได้รับมาจากประเทศฝรั่งเศษ คือปฏิเสธเรือนร่างแบบเอวคอด อกชันสะโพกผาย กลายมาเป็นการแต่งการที่ไม่เน้นหน้าอก ไม่เน้นเอว เน้นสะโพก ตัวผอม เน้นเป็นการแต่งกายที่ยังคงความเป็นหนุ่มสาววัยรุ่น ซึ่งในยุคแรกๆ ก็ยังถือว่าแฟชั่นยังไม่เป็นทรงซะดีเดียว ซึ่งการแต่งกายที่โดดเด่นในยุคนั้นเรียกว่า Twiggy ค่ะ

ทำให้แฟชั่นยุค 60’s นั้นจึงเป็นรูปทรงเสื้อผ้าที่ดูเด็ก สั้นกุด ชุด sack ทรง A และมีดีเทลเก๋ๆ เรียบๆ ไม่รุ่มร่าม แต่สีสันสดจัดจี๊ดจ๊าด ตรงข้ามกับคำว่า Good Taste โดยสิ้นเชิง ซึ่งแน่นอนว่าไม่ว่าจะยุคสมัยไหนก็จะมีสังคมบางกลุ่มเป็นพวกไฮโซที่คลั่งไคล้ hi-brand กัดแขวะแนวสตรีทเหมือนกันว่า ไม่มี taste หรือไร้ซึ่งรสนิยม หรือบ้านนอก อะไรทำนองนี้ แต่เมื่อกระแสแฟชั่นชนชั้นกลางได้ก่อตัวและแผ่ขยายไปทั่วเกาะอังกฤษ จนลุกลามไปยังแถบยุโรป ไปจนถึงอเมริกา ยิ่งทำให้บทบาทแฟชั่นของชนชั้นกลางยิ่งชัดเจน และมีพลังมาก จนเรียกได้ว่าตั้งแต่วันนั้นจนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีแบรนด์แฟชั่นหรูแบรนด์ไหนที่สามารถชักจูงให้ชาวแฟชั่นชาวอังกฤษไปแต่งตัวแนวอื่นๆ ได้

โดยทั้งหมดนี้อาจเป็นเพราะคนอังกฤษจะมีทัศนคติที่ค่อนข้างปฏิเสธสังคม มีความรุนแรงและชัดเจนทางความคิดการแสดงออก มีใจรักเสรีภาพแบบสุดขั้ว ที่สำคัญที่สุดคือ รู้จักตัวตนของตนเองอย่างชัดเจน จึงทำให้เราได้เห็นถึงการเกิดการรวมกลุ่มแก๊งค์ เป็นชนกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยในสังคม ที่มีวิถีหรือแนวทางการปฏิบัติตัวหรือแต่งต่างตามกลุ่มของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นแนว Punk, Rocker, Hippies, Hip Hop, Grunge, Gothic ฯลฯ

จากเสรีภาพในการแสดงออกที่ชัดเจนอยู่ในสายเลือดของชาวอังกฤษ ทำให้ถนนทุกสายในเกาะอังกฤษ ได้ให้กำเนิดความหลากหลายของแฟชั่น ผู้คนสนุกกับการแต่งตัวกันอย่างแตกต่าง โดยที่สไตล์ของแต่ละคนหรือแต่ละกลุ่มก็มีความแตกต่าง บนพื้นฐานของตัวตน ซึ่งไม่ได้แตกต่างตามสถานะทางสังคม-เศรษฐกิจ เหมือนประเทศอื่นๆ ไม่ได้แตกต่างตามอาชีพ ฐานะ วัย เชื้อชาติ ผิวพรรณ แต่เป็นทัศนคติในการเป็นตัวของตัวเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถ้าเปรียบเทียบกับบ้านเราแล้วละก็จะเห็นถึงความแตกต่างกันอย่างมาก โดยคนในบ้านเราส่วนใหญ่จะนิยมการแต่งตัวอิงกระแสแฟชั่น ตามเทรนด์ ตามดาราที่ชื่นชอบ จึงทำให้แฟชั่นในบ้านเรามักจะตามประเทศอื่นๆ ซะมากกว่าจะนำเทรนด์

โดยทั้งหมดที่กล่าวมานั้นจะเห็นได้ว่าประเทศอังกฤษนั้นเป็นประเทศที่คนส่วนใหญ่รักในเสรีภาพ มีแนวทางการแต่งกายใช้ชีวิตเป็นของตัวเอง ไม่ค่อยจะตามเทรนด์แฟชั่น แต่มักจะให้กำเนิดแฟชั่นต่างๆ ขึ้นมาซะเอง ซึ่งถ้าจะให้ความหมายของคำว่าสตรีทแฟชั่นแล้วละก็ มันก็คือแฟชั่นที่เกิดจากชนชั้นกลางคือการแต่งกายที่เช่นความเป็นตัวของตัวเองเข้าไปผสมอยู่ด้วย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้สตรีทแฟชั่นนั้นมีการแต่งตัวที่กว้างและหลากหลายเอามากๆ เพราะแฟชั่นเหล่านี้เกิดขึ้นใหม่เรื่อยๆ จากเกาะอังกฤษนั่นเอง